:ระราชบัญญัติ ประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 มาตราที่ 1-20


 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2537 เป็นปีที่ 49 ในรัชกาลปัจจุบัน
 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรด เกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
 โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม
 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ ยินยอมของรัฐสภาดังต่อไปนี้
 มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติ ประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537"
 มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (1) ของ มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 "(1) ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และ ลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมง ของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการ ส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน"
 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 6 ในการคำนวณค่าจ้างเพื่อการออกเงินสมทบ ให้ถือเอาค่าจ้าง ที่คิดเป็นรายเดือนเป็นเกณฑ์คำนวณ
 ในการคำนวณค่าจ้างที่มิใช่ค่าจ้างรายเดือนให้เป็นค่าจ้างรายเดือน ให้ถือว่าค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับจริงในเดือนใดเป็นค่าจ้างรายเดือนของเดือนนั้น
 เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน ให้ถือว่าเงินสมทบที่หักจากค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างในเดือนใดเป็นการจ่ายเงินสมทบของเดือนนั้น และไม่ว่าเงินสมทบนั้นจะได้หักไว้หรือนำส่งเดือนละกี่ครั้ง ให้ถือว่ามีระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือน"
 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของ มาตรา8 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 8 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการประกัน สังคม" ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ กับผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละห้าคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ และเลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ"
 มาตรา 6 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 14 ให้มีคณะกรรมการการแพทย์คณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอื่น มีจำนวนรวมกันไม่เกินสิบหกคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง และผู้แทนสำนักงานเป็นกรรมการและเลขานุการ
 ประธานกรรมการและกรรมการอื่น ตามวรรคหนึ่งให้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่าง ๆ และให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
 ให้นำ มาตรา 10 วรรคสอง มาตรา 11 มาตรา 12 และ มาตรา 13 มาใช้บังคับโดยอนุโลม"
 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 22 กองทุนประกอบด้วย
 (1) เงินสมทบจากรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนตาม มาตรา 40 และ มาตรา 46
 (2) เงินเพิ่มตาม มาตรา 39 มาตรา 49 และ มาตรา 53
 (3) ผลประโยชน์ของกองทุนตาม มาตรา 26
 (4) เงินค่าธรรมเนียมตาม มาตรา 45
 (5) เงินที่ได้รับจากการบริจาคหรือเงินอุดหนุน
 (6) เงินที่ตกเป็นของกองทุนตาม มาตรา 47 มาตรา 47ทวิ มาตรา 50 มาตรา 53 และ มาตรา 56
 (7) เงินอุดหนุนหรือเงินทดรองราชการที่รัฐบาลจ่ายตาม มาตรา 24 วรรคสาม
 (8) เงินค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบตาม มาตรา 102
 (9) รายได้อื่น"
 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 27 ภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน ให้คณะกรรมการ เสนองบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินของกองทุนในปีที่ล่วงมาแล้วต่อสำนักงาน ตรวจเงินแผ่นดินเพื่อตรวจสอบรับรองก่อนเสนอต่อรัฐมนตรี
 งบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินดังกล่าวให้รัฐมนตรีเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอรัฐสภาเพื่อทราบ และจัดให้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา"
 มาตรา 9 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 33 ให้ลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์เป็นผู้ประกันตน
 ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนอยู่แล้วตามวรรคหนึ่ง เมื่อมีอายุครบหกสิบปี บริบูรณ์และยังเป็นลูกจ้างของนายจ้างซึ่งอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่า ลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตนต่อไป"
 มาตรา 10 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของ มาตรา35 แห่ง พระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533
 "ในกรณีที่ผู้รับเหมาค่าแรง ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ยื่นแบบรายการต่อสำนักงาน ตาม มาตรา 34 ในฐานะนายจ้าง ให้ผู้รับเหมาค่าแรงมีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ เช่นเดียวกับนายจ้าง ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้ประกอบกิจการหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ เงินสมทบและเงินเพิ่มเพียงเท่าที่ผู้รับเหมาค่าแรงได้นำส่งสำนักงาน"
 มาตรา 11 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของ มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 "ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างตาม (2) ได้ส่งเงินสมทบ ครบตามเงื่อนเวลาที่จะก่อให้เกิดสิทธิตามบทบัญญัติในลักษณะ 3 แล้ว ให้ผู้นั้นมีสิทธิ ตามบทบัญญัติในหมวด 2 หมวด 3 หมวด 4 และหมวด 5 ต่อไปอีกหกเดือนนับแต่วันที่ สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง"
มาตรา 12 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 39 ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบ มาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตาม มาตรา 38 (2) ถ้าผู้นั้นประสงค์จะเป็นผู้ประกันตน ต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานตามระเบียบที่ เลขาธิการกำหนดภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
 จำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่ง ต้องส่งเข้ากองทุนตาม มาตรา 46 วรรคสอง ให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ โดยให้คำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจในขณะนั้นด้วย
 ให้ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้งภายใน วันที่สิบห้าของเดือนถัดไป
 ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งซึ่งไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายใน เวลาที่กำหนดตามวรรคสาม ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของจำนวน เงินสมทบที่ยังมิได้นำส่งหรือของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้อง นำส่งเงินสมทบ สำหรับเศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวันหรือกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งเดือน ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง"
 มาตรา 13 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 41 ความเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อ ผู้ประกันตนนั้น
 (1) ตาย
 (2) ได้เป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 อีก
 (3) ลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน โดยการแสดงความจำนงต่อสำนักงาน
 (4) ไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกัน
 (5) ภายในระยะเวลาสิบสองเดือนส่งเงินสมทบมาแล้ว ไม่ครบเก้าเดือน
 การสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตาม (4) สิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนแรกที่ ไม่ส่งเงินสมทบ และการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตาม (5) สิ้นสุดลงในเดือนที่ส่ง เงินสมทบไม่ครบเก้าเดือน
 ให้นำความใน มาตรา 38 วรรคสองมาใช้บังคับแก่ผู้ประกันตนที่สิ้นสุด ความเป็นผู้ประกันตนตาม (3) (4) และ (5) โดยอนุโลม"
 มาตรา 14 ให้ยกเลิกความใน มาตรา44 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 44 ในกรณีที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความในแบบรายการที่ได้ ยื่นไว้ต่อสำนักงานเปลี่ยนแปลงไป ให้นายจ้างแจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักงานตามระเบียบ ที่เลขาธิการกำหนด เพื่อขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการภายในวันที่สิบห้า ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
 ให้นำความใน มาตรา 37 มาใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตาม มาตรานี้โดยอนุโลม"
 มาตรา 15 ให้ยกเลิกความในวรรคสี่ของ มาตรา46 แห่ง พระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 "ค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐาน ในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตน ตาม มาตรา 33 แต่ละคน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ในการคำนวณเงิน สมทบของผู้ประกันตนแต่ละคน สำหรับเศษของเงินสมทบที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าสิบสตางค์ ขึ้นไปให้นับเป็นหนึ่งบาท ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง ในกรณีที่ผู้ประกันตนทำงานกับนายจ้าง หลายรายให้คำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างที่ได้รับจากนายจ้าง แต่ละราย"
 มาตรา 16 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 47 ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างหักค่าจ้างของ ผู้ประกันตนตามจำนวนที่ต้องนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนตาม มาตรา 46 และเมื่อนายจ้างได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้ว ตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง
 ให้นายจ้างนำเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่ได้หักไว้ตามวรรคหนึ่ง และเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง ส่งให้แก่สำนักงานภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจาก เดือนที่มีการหักเงินสมทบไว้ พร้อมทั้งยื่นรายการแสดงการส่งเงินสมทบตามแบบที่ เลขาธิการกำหนด
 ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลาที่ต้องจ่าย ให้นายจ้างมีหน้าที่ นำส่งเงินสมทบตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง โดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว
 ในกรณีที่นายจ้างนำเงินสมทบ ในส่วนของผู้ประกันตนหรือเงินสมทบในส่วน ของนายจ้างส่งให้แก่สำนักงานเกินจำนวนที่ต้องชำระ ให้นายจ้างหรือผู้ประกันตน ยื่นคำร้องขอรับเงินในส่วนที่เกินคืนได้ตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ถ้านายจ้าง หรือผู้ประกันตนมิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบ หรือไม่มารับเงินคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับเงิน ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน"
 มาตรา 17 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา47ทวิ  แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533
 " มาตรา 47ทวิ ในกรณีที่นายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบหรือนำส่งไม่ครบ ตามกำหนดเวลาใน มาตรา 47 วรรคสอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำเตือนเป็นหนังสือ ให้นายจ้างนำเงินสมทบที่ค้างชำระและเงินเพิ่มมาชำระภายในกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น ถ้านายจ้างได้รับคำเตือนดังกล่าวแล้วแต่ยังไม่นำเงินสมทบที่ ค้างชำระและเงินเพิ่มมาชำระภายในกำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมิน เงินสมทบและแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างนำส่งได้ ดังนี้
 (1) ถ้านายจ้างเคยนำส่งเงินสมทบมาแล้ว ให้ถือว่าจำนวนเงินสมทบ ที่นายจ้างมีหน้าที่นำส่งในเดือนต่อมาแต่ละเดือนมีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบ ในเดือนที่นายจ้างได้นำส่งแล้วเดือนสุดท้ายเต็มเดือน
 (2) ถ้านายจ้างซึ่งมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้แต่ไม่ยื่นแบบรายการ ตาม มาตรา 34 หรือยื่นแบบรายการตาม มาตรา 34 แล้ว แต่ไม่เคยนำส่งเงินสมทบ หรือยื่นแบบรายการตาม มาตรา 34 โดยแจ้งจำนวนและรายชื่อลูกจ้างน้อยกว่าจำนวน ลูกจ้างที่มีอยู่จริง ให้ประเมินเงินสมทบจากแบบรายการที่นายจ้างเคยยื่นไว้ หรือ จากจำนวนลูกจ้างที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบ แล้วแต่กรณี โดยถือว่าลูกจ้างแต่ละคน ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนในอัตราที่ได้เคยมีการยื่นแบบรายการไว้ แต่ถ้าไม่เคย มีการยื่นแบบรายการหรือยื่นแบบรายการไม่ครบถ้วน ให้ถือว่าลูกจ้างแต่ละคนได้รับ ค่าจ้างรายเดือนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง แรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในท้องที่นั้น คูณด้วยสามสิบ
 ในกรณีที่มีการพิสูจน์ได้ภายในสองปีนับแต่วันที่มีการแจ้งการประเมิน เงินสมทบตามวรรคหนึ่งว่าจำนวนเงินสมทบที่แท้จริงที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องนำส่ง มีจำนวน มากกว่าหรือน้อยกว่าจำนวนเงินสมทบที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินไว้ตาม (1) หรือ (2) ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งผลการพิสูจน์ให้นายจ้างทราบภายในสามสิบวันนับแต่ วันที่ทราบผลการพิสูจน์ เพื่อให้นายจ้างนำส่งเงินสมทบเพิ่มเติมภายในสามสิบวันนับแต่ วันที่ได้รับแจ้ง หรือยื่นคำขอต่อสำนักงานเพื่อขอให้คืนเงินสมทบ ถ้านายจ้างไม่มา รับเงินดังกล่าวคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ทราบผลการพิสูจน์ ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน
 การนำส่งคำเตือน การแจ้งจำนวนเงินสมทบที่ประเมินได้ และการแจ้งผลการพิสูจน์ ให้นำความใน มาตรา 30 มาใช้บังคับโดยอนุโลม"
 มาตรา 18 ให้ยกเลิกความใน มาตรา53 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 53 ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 49 มาตรา 50 และ มาตรา 51 มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่ผู้รับเหมาช่วงตาม มาตรา 52 ซึ่งไม่นำส่งเงินสมทบหรือส่ง ไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนด"
 มาตรา 19 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 56 ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ ทดแทนในกรณีใดตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ภายใน หนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการ มอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว
 ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมี สิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน"
มาตรา 20 ให้ยกเลิกความใน มาตรา57  แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 57 การคำนวณค่าจ้างรายวันในการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ให้แก่ผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 ให้คำนวณโดยนำค่าจ้างสามเดือนแรกของค่าจ้างที่ใช้เป็นฐาน ในการคำนวณเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งสำนักงานแล้วย้อนหลัง เก้าเดือน หารด้วยเก้าสิบ แต่ถ้าผู้ประกันตนมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าถ้านำค่าจ้างของ สามเดือนอื่นในระยะเวลาเก้าเดือนนั้นมาคำนวณแล้วจะมีจำนวนสูงกว่า ก็ให้นำค่าจ้าง สามเดือนนั้น หารด้วยเก้าสิบ หรือในกรณีที่ผู้ประกันตนยังส่งเงินสมทบไม่ครบเก้าเดือน ให้นำค่าจ้างสามเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่นายจ้างได้นำส่ง สำนักงานแล้ว หารด้วยเก้าสิบ เป็นเกณฑ์คำนวณ
 สำหรับการคำนวณค่าจ้างรายวันในการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ ให้แก่ผู้ประกันตนตาม มาตรา 39 นั้น ให้คำนวณโดยเฉลี่ยจากจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐาน ในการคำนวณเงินสมทบตาม มาตรา 39 วรรคสอง"
                                                                          คลิ๊กอ่านมาตรา21 ถึง มาตรา 42

 

ข้อควรรู้ประกันสังคม             HomePage            จดทะเบียนประกันสังคม           เมนูหลัก         

คณะบุคคลตระกูลไฮเทค  เซลส์แอนด์เซอร์วิส
550/86   ซอยพิบูลย์อุปถัมภ์ ถนนสุทธิสาร 
แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม.10320
ทะเบียนพาณิชย์เลขที่ 0108314608390
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 2780148248

บริหารโดย คุณตระกูล  ไอยะรา
B. ENG.KMITL (Telecommunications & Computer)
B. LAW (Sukothaitammathiratch University)

โทรศัพท์  02-2747681    0 1-9895257    01-4046650       โทรสาร:02-2747680

 E-Mail address:       tragoon@anet.net.th     info@tahitech.com