:ระราชบัญญัติ ประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 มาตราที่ 21-42
  มาตรา 21 ให้ยกเลิกความใน มาตรา61 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 61 ผู้ประกันตนหรือบุคคลตาม มาตรา 38 วรรคสอง มาตรา 73 หรือ มาตรา 73ทวิ ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเมื่อปรากฏว่า การประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย หรือการทุพพลภาพ หรือการตายนั้น เกิดขึ้น เพราะเหตุที่บุคคลดังกล่าวจงใจก่อให้เกิดขึ้น หรือยินยอมให้ผู้อื่นก่อให้เกิดขึ้น"
 มาตรา 22 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา61 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533
 " มาตรา 61ทวิ ในกรณีที่ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาด รายได้ตาม มาตรา 64 และ มาตรา 71 หรือเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการ คลอดบุตรตาม มาตรา 67 ในเวลาเดียวกัน ให้มีสิทธิขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้ หรือเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรในประเภทใดประเภทหนึ่งได้เพียง ประเภทเดียว โดยให้แสดงความจำนงตามแบบที่เลขาธิการกำหนด"
 มาตรา 23 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 62  แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 62 ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบห้าเดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือน"
 มาตรา 24 ให้ยกเลิกความใน มาตรา65  แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 65 ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร สำหรับตนเองหรือภริยา หรือสำหรับหญิงซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับผู้ประกันตนโดย เปิดเผยตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดถ้าผู้ประกันตนไม่มีภริยา ทั้งนี้ ต่อเมื่อภายใน ระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือน
 ประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ให้ผู้ประกันตนแต่ละคนมีสิทธิได้รับ สำหรับการคลอดบุตรไม่เกินสองครั้ง"
 มาตรา 25 ให้ยกเลิกความในวรรคสามของ มาตรา 66 แห่ง พระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 "ผู้ประกันตนซึ่งต้องหยุดงาน เพื่อการคลอดบุตรให้ได้รับเงินสงเคราะห์ การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน มาตรา 67 ด้วย"
 มาตรา 26 ให้ยกเลิกความใน มาตรา67  แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 67 ในกรณีที่ผู้ประกันตนต้องหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรไม่เกินสองครั้ง เป็นการเหมาจ่ายในอัตราครั้งละร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตาม มาตรา 57 เป็นเวลา เก้าสิบวัน"
 มาตรา 27 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 69 ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนทุพพลภาพ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือน"
 มาตรา 28 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 71  แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 71 ในกรณีที่ผู้ประกันตนทุพพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตาม มาตรา 57 ตลอดชีวิต"
 มาตรา 29 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของ มาตรา72 แห่ง พระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533
 "ในกรณีที่ได้มีการลดเงินทดแทนการขาดรายได้ ตามวรรคหนึ่งไปแล้ว ต่อมาในภายหลังปรากฏว่าเหตุทุพพลภาพนั้นมีสภาพเสื่อมลง ถ้าคณะกรรมการการแพทย์ วินิจฉัยว่าการทุพพลภาพนั้นเสื่อมลงไปจากที่เคยวินิจฉัยไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้เลขาธิการ พิจารณาเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้นั้นได้"
 มาตรา 30 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 73 ในกรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายโดยมิใช่ประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ถ้าภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน ให้จ่ายประโยชน์ทดแทน ในกรณีตาย ดังนี้
 (1) เงินค่าทำศพตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องไม่น้อยกว่า หนึ่งร้อยเท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ให้จ่ายให้แก่บุคคลตามลำดับ ดังนี้
 (ก) บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพและ ได้เป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
 (ข) สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนซึ่งมีหลักฐาน แสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
 (ค) บุคคลอื่นซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
 (2) เงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์นั้น แต่ถ้าผู้ประกันตน มิได้มีหนังสือระบุไว้ ก็ให้นำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของ ผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน ดังนี้
 (ก) ถ้าก่อนถึงแก่ความตายผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ สามสิบหกเดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึงสิบปี ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เป็นจำนวนเท่ากับร้อยละห้าสิบ ของค่าจ้างรายเดือนที่คำนวณได้ตาม มาตรา 57 คูณด้วยสาม
 (ข) ถ้าก่อนถึงแก่ความตายผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เป็นจำนวนเท่ากับร้อยละห้าสิบของค่าจ้างรายเดือน ที่คำนวณได้ตาม มาตรา 57 คูณด้วยสิบ"
 มาตรา 31 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา73ทวิ  แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533
 " มาตรา 73ทวิ ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพตาม มาตรา 71 ถึงแก่ ความตาย ให้นำความใน มาตรา 73 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้นำเงินทดแทน การขาดรายได้ที่ผู้ประกันตนได้รับในเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตายมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ
 ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพนั้นอยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินค่าทำศพและ เงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายในฐานะที่เป็นผู้ประกันตนและในฐานะ ที่เป็นผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพตามวรรคหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน ให้มีสิทธิได้รับเงินค่าทำศพ และเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตาม มาตรา 73 เพียงทางเดียว"
 มาตรา 32 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา 84ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533
 " มาตรา 84ทวิ กำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 39 มาตรา 45 มาตรา 47 มาตรา 47ทวิ และ มาตรา 56 ถ้าผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกำหนดเวลานั้น มิได้อยู่ในประเทศหรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลานั้นได้ และ ได้ยื่นคำร้องก่อนสิ้นกำหนดเวลานั้นเพื่อขอขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาโดยแสดงเหตุ แห่งความจำเป็น เมื่อเลขาธิการเห็นเป็นการสมควรจะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลา ออกไปได้ตามความจำเป็นแก่กรณี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินไปกว่าหนึ่งเท่าของระยะเวลา ตามที่กำหนดไว้ในมาตรานั้น ๆ
 การขยายเวลาตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา 39 หรือ มาตรา 47 ไม่เป็นเหตุ ให้ลดหรืองดเงินเพิ่ม"
 มาตรา 33 ห้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของ มาตรา 85 แห่ง พระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 85 นายจ้าง ผู้ประกันตน หรือบุคคลอื่นใด ซึ่งไม่พอใจใน คำสั่งของเลขาธิการหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ เป็นคำสั่งตาม มาตรา 50 ให้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว"
 มาตรา 34 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของ มาตรา96  แห่ง พระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 96 นายจ้างผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นแบบรายการต่อสำนักงาน ภายในกำหนดเวลาตาม มาตรา 34 หรือไม่แจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักงานขอเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการภายในกำหนดเวลาตาม มาตรา 44 ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
 มาตรา 35 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 97  แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 " มาตรา 97 นายจ้างผู้ใดยื่นแบบรายการตาม มาตรา 34 หรือแจ้ง เป็นหนังสือขอเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการตาม มาตรา 44 โดยเจตนากรอกข้อความเป็นเท็จในแบบรายการ หรือแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเป็น เท็จในหนังสือแจ้งขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
 มาตรา 36 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสามของ มาตรา 103  แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533
 "พระราชบัญญัตินี้ จะใช้บังคับแก่นายจ้างที่มีลูกจ้างน้อยกว่าสิบคนใน ท้องที่ใดและเมื่อใด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา"
 มาตรา 37 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของ มาตรา 104  แห่ง พระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 "การจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ จะเริ่มดำเนินการเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ต้อง ไม่ช้ากว่าวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2541"
 มาตรา 38 ผู้ใดมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนในฐานะ ผู้ประกันตนก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับอยู่เพียงใด ก็ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนนั้นต่อไปจนครบตามสิทธิ
 มาตรา 39 ลูกจ้างชั่วคราวของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่า จะได้ส่งเงินสมทบมาแล้วเท่าใด ให้ลูกจ้างชั่วคราวนั้น มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตาม บทบัญญัติในหมวด 2 หมวด 3 หมวด 4 และหมวด 5 ของลักษณะ 3 แห่ง พระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ต่อไปอีกหกเดือนนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ
 ให้นำความใน มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับกับลูกจ้างชั่วคราวที่สิ้นสภาพการเป็น ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม
 มาตรา 40 เพื่อประโยชน์ในการคำนวณระยะเวลาการส่งเงินสมทบ ตามพระราชบัญญัตินี้ เงินสมทบของแต่ละเดือนไม่ว่าจะมีจำนวนกี่วันและไม่ว่าจะได้ หักไว้และได้นำส่งเดือนละกี่ครั้งก็ตาม ถ้าได้ส่งหรือได้ถือว่าส่งเข้ากองทุนแล้วก่อน วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่ามีระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือน
 มาตรา 41 บรรดาเงินที่นายจ้างหรือผู้ประกันตนมีสิทธิเรียกคืนก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าไม่มีผู้ใดมายื่นคำขอต่อสำนักงานเพื่อขอเงินดังกล่าวคืนภายใน หนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ตกเป็นของกองทุน
 มาตรา 42 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้


:: ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
:: ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี

 หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจาก พระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ.2533ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีข้อขัดข้องและมีปัญหาในทางปฏิบัติเกิดขึ้นหลายประการ
ทำให้ผู้ประกันตนไม่ได้รับสิทธิประโยชน์สมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย นอกจากนั้น วิธีปฏิบัติบางเรื่องในพระราชบัญญัติดังกล่าว
ยังมีขั้นตอนการปฏิบัติ ที่ยุ่งยากสลับซับซ้อน เกิดภาระแก่นายจ้าง และไม่เอื้ออำนวยประโยชน์และการให้บริการ แก่นายจ้าง
และผู้ประกันตน สมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้
(ร.จ. เล่ม 111 ตอนที่ 63 ก หน้า 3 วันที่ 30 ธันวาคม 2537)
                                                                          ย้อนกลับไปอ่านมาตราที่1ถึงมาตราที่20

ข้อควรรู้ประกันสังคม             HomePage            จดทะเบียนประกันสังคม           เมนูหลัก         

คณะบุคคลตระกูลไฮเทค  เซลส์แอนด์เซอร์วิส
550/86   ซอยพิบูลย์อุปถัมภ์ ถนนสุทธิสาร 
แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม.10320
ทะเบียนพาณิชย์เลขที่ 0108314608390
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 2780148248

บริหารโดย คุณตระกูล  ไอยะรา
B. ENG.KMITL (Telecommunications & Computer)
B. LAW (Sukothaitammathiratch University)

โทรศัพท์  02-2747681    0 1-9895257    01-4046650       โทรสาร:02-2747680

 E-Mail address:       tragoon@anet.net.th     info@tahitech.com