>

มิวสิควีดีโอ สายรุ้งสามช่า

มิวสิควีดีโอ รักในเกษตรแฟร์

มิวสิควีดีโอ หนุ่มสามล้อรอรัก

 มิวสิควีดีโอ ฮักสาวลาวใต้ / รักในเกษตรแฟร์ /หนุ่มสามล้อรอรัก คำร้องและขับร้อง โดย Tommy Aiyara
ซึ่งเป็น ผู้จัดทำเว็บเพจข้อมูลประกันสังคม
ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกันตนทุกๆคนครับ  มีงานทำ มีรายได้ดีๆ ไม่เจ็บ ไม่จน กันทุกๆคนเลย

ข้อควรรู้ ของผู้ประกันตน กับ สำนักงานประกันสังคม

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปจะต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 30 วัน
ผู้ประกันตนคือ ลูกจ้างที่เริ่มเข้าทำงาน   อายุไม่ต่ำกว่า 15ปี   และไม่เกิน  60 ปี 
เงินสมทบคือเงินที่นายจ้างและลูกจ้างนำส่งกองทุนประกันสังคมทุกเดือนในอัตราฝ่ายละ 5% 
เงินเดือน นำมาคำนวณ คูณด้วย  5% อยู่ที่ ต่ำสุด 1,650.-บาท  สูงสุด 15,000.-บาทต่อเดือน
ส่วนเงินสบทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี นายจ้างเป็นผู้จ่าย คิดตามประเภทกิจการ
เช่นการค้าการไฟฟ้า ยานพาหนะฯ เงินค่าจ้าง 200,000 บาท คิดที่ 0.40% เงินนำส่งประจำปีคือ 800 บาท เป็นต้น

ข่าวน่าสนใจ ล่าสุด เม.ย.( 2555)

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับประกันสังคม คำตอบคือ
รับลูกจ้างเข้าทำงานใหม่ แต่เคยมีประกันสังคมมาแล้ว ต้องขึ้นทะเบียนใหม่หรือไม่

 

นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานจะต้องแจ้งขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน สำหรับลูกจ้างที่เคยมีประกันสังคมมาก่อนให้ยื่นแบบ สปส.1-03/1 พร้อมสำเนาบัตรประชาชน
 
กรณีเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน จะได้เงินสงเคราะห์กรณีตายหรือไม่ กรณีเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน จะได้ค่าทำศพเป็นเงินจำนวนหนึ่งร้อยเท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ารายวันตามกฎหมายว่าด้วยความคุ้มครองแรงงาน และค่าทดแทนรายเดือนร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือนเป็นเวลา 8 ปี
 
ลูกจ้างอายุครบ 60 ปี นายจ้างให้ออกจากงาน เพราะเกษียณอายุ จะมาสมัครเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา39ได้หรือไม่ สามารถสมัครใจตามมาตรา39 ได้ หากมีการส่งเงินสบทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และต้องสมัครภายใน6เดือนนับแต่วันที่ออกจากงาน
 
ทำงานมา 7 ปี เกษียณอายุ จะรับเงินบำนาญได้หรือไม่ จะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ มีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพพร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนดในแต่ละปี
 
หากผู้ประกันตนต้องการใส่ฟันเทียมทั้งปากสามารถทำได้หรือไม่
 
กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์ และค่าฟันเทียมเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป้นในวงเงินไม่เกิน 4,400 บาท
ที่ประชุมครม.( 19 ธ.ค.54)เห็นชอบตามที่คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.)ได้มีมติให้ลดการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั้งผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการ ดังนี้
 

ผู้ประกันตน ตามมาตรา33(ระบบนายจ้าง-ลูกจ้างปกติ เดิมจ่ายฝ่ายละ 5%ของเงินเดือน)
ปี 2555 จ่ายลดลง เป็น 2 ระยะ ดังนี้
ม.ค.2555-มิ.ย. 2555  นายจ้างและลูกจ้าง จ่ายฝ่ายละ  3% ของเงินเดือน
ก.ค.25555 - ธ.ค.2555 นายจ้างและลูกจ้าง จ่ายฝ่ายละ 4% ของเงินเดือน

  ทั้งนี้ ในสองระยะนี้รัฐบาลยังคงจ่ายเงินสมทบในอัตราเท่าเดิมคือ 2.75%

ผู้ประกันตนที่เข้าระบบตาม ม.39  ซึ่งเดิมเสียอยู่ที่ 432.- บาท ต่อเดือน
 ปี2555 เสียต่อเดือน ดังนี้
ม.ค.2555-มิ.ย. 2555  เสีย 240.- บาท ต่อเดือน
ก.ค.25555 - ธ.ค.2555 เสีย 336.- บาท ต่อเดือน

 ข่าวดีสำหรับผู้ที่ขาดจากสมาชิกภาพการเป็นผู้ประกันตน(มีผลบังคับใช้ตั้งแต่12พ.ค.2554)
ผู้ประกันตนตามมาตรา  39   แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.  2533  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.  2537  จำนวนมากไม่ได้ส่งเงินสมทบตามมาตรา  41  (4 ) หรือ (5 ) ทำให้ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง เป็นเหตุให้ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมและไม่อาจกลับเป็นผู้ประกันตนได้อีก เพื่อเป็นการให้โอกาสแก่บุคคลดังกล่าวในการขอกลับเป็นผู้ประกันตนได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 สาระสำคัญอยู่ใน มาตรา 4  ที่กำหนดว่า  ผู้ประกันตนซึ่งความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 41  (4) หรือ (5)  แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2 )  พ.ศ.  2537  ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากมีความประสงค์จะกลับเป็นผู้ประกันตนให้ยื่นคำขอต่อสำนักงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

เมื่อสำนักงานได้รับคำ ขอตามมาตรา 4  ให้ดำ เนินการตรวจสอบคำ ขอและในกรณีที่เห็นว่าผู้ยื่นคำขอมีสิทธิกลับเป็นผู้ประกันตนให้แจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในเจ็ดวัน

ในกรณีที่เห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่มีสิทธิกลับเป็นผู้ประกันตน ให้สำนักงานเสนอรายงานพร้อมเหตุผลต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณาและมีคำสั่ง และแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในสิบห้าวัน คำสั่งเลขาธิการนั้นให้เป็นที่สุด

ทั้งนี้  การกลับเป็นผู้ประกันตน  ให้เริ่มตั้งแต่เดือนที่ยื่นคำขอ และให้ผู้ประกันตนมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม

กรณีลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหายจากการทำงาน
ให้ยื่นแจ้งประสบอันตราย ภายใน 15 วัน

เตือนผู้ประกันตน ตาม มาตรา 39 ควรส่งเงินสบทบด้วยตนเอง
(เพื่อป้องกันปัญหาการขาดส่งเงินสบทบ 3เดือนติดต่อกัน จะ
ถูกตัดสิทธิทันที และควรตรวจสอบการนำส่งเงินสบทบอย่างสม่ำเสมอ)

สำนักงานประกันสังคมแนะผู้ประกันตน ใช้สิทธิประกันชีวิต คู่สิทธิประกันสังคม
(แต่ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมงแรก)

การรับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ
ต้องยื่นขอรับประโยชน์ทดแทน ภายใน 1 ปี

ผู้ประกันตน เสียชีวิตก่อนอายุ 55 ปี 
ทายาทมีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพ

ข่าวน่าสนใจ ล่าสุด ( 2552)
1.ผู้ประกันตน ยื่นเบิกสิทธิทำฟันได้ ภาบใน 1 ปีนับแต่วันเข้ารับบริการทางการแพทย์
2.ผู้ประกันตนว่างงาน ต้องรีบแจ้งขึ้นทะเบียน ภายใน 30 วัน
3.สำนักงานประกันสังคม แจ้ง ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบยอดเงินสมทบกรณีชราภาพของตนเองได้ 3 ช่องทางคือ
 3.1โทรศัพท์เข้าที่หมายเลข1506 
3.2 ตรวจสอบผ่านอินเตอร์เน็ต(ต้องลงทะเบียนก่อน)
3.3 ให้สำนักงานประกันสังคมส่งข้อมูลยอดเงินสบทบกรณีชราภาพให้กับตนเองโดยต้องทำเป็นหนังสือ
ถึงกองเงินสบทบสำนักงานประกันสังคมพร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนและระบุสถานที่ที่ต้องการให้ส่งข้อมูลไปให้
4.ผู้ประกันตน ที่ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตร ควรยื่นรับสิทธิกรณีสงเคราะห์บุตรด้วย

ประกันสังคม ปรับเพิ่มอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพจากร้อยละ 15 เป็น ร้อยละ20 
และอัตราผลประโยชนจากร้อยละ1 เป็น ร้อยละ 1.5  ใช้บังคับแล้ว ตั้งแต่ 19 ก.ย. 2550

ผู้ประกันตนเสียชีวิตก่อนอายุ 55 ปี ทายาทมีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพ 
(ทายาท คือ บุตร สามี ภรรยา บิดา มารดาของผู้ประกันตนที่ชอบด้วยกฎหมาย)
โดยผู้มีสิทธิ จะต้องยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพได้ตามเงื่อนไขทันที นับจากวันที่เสียชีวิตภายใน 1 ปี

สำนักงานประกันสังคม ให้สิทธิความคุ้มครองแก่ผูุ้้ประกันตนที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง
ที่มีการหยุดพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์เป็นเวลานาน มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้
จากสำนักงานประกันสังคมไม่เกิน 365 วัน ใน 1 ปี ทั้งนี้เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย
และความกังวลของนายจ้าง ลูกจ้างผู้ประกันตน

สำนักงานประกันสังคมแจงลูกจ้างที่ป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน
รับเงินทดแทนจากเงินกองทุน โดยจะได้รับค่าพยาบาลที่จ่ายจริง ตามความจำเป็นไม่เกิน 35,000 บาท
หากมีความรุนแรงสามารถเบิกเพิ่มได้ในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท

ผู้ประกันตนมีนายจ้างหลายราย จ่ายเงินสบทบเกิน รับคืนได้

เงื่อนไขการเข้ารักษาตัวของผู้ประกันตนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยการฟอกเลือด
ด้วยเครื่องไตเทียม ในอัตราไม่เกิน 1,500 บาท ต่อครั้ง และไม่เกิน 3,000 บาท ต่อสัปดาห์

สำนักงานประกันสังคม ให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV/AIDS (โรคเอดส์)

ตั้งแต่ เดือนมกราคม 2550 ผู้ประกันตนได้สิทธิประโยชน์ใหม่คือ เพิ่มค่าคลอดบุตรเป็น 12,000 บาท

ตั้งแต่ ตุลาคม2549 ผู้ประกันตนรับสิทธิกรณีสงเคราะห์บุตร ไม่ต้องยื่นหลักฐานการมีชีวิตของบุตรแล้ว

 

ข่าวอื่นๆ
ได้มีการปรับอัตราการเบิกจ่ายเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชน ประมาณ 30% ได้แก่ กรณีผู้ป่วยนอกปรับเพิ่มจากอัตรา 700 บาท เป็น 1,000 บาท, กรณีผู้ป่วยในปรับเพิ่มค่าพยาบาลกรณีไม่ได้รักษาในห้องไอซียูจากเดิม 1,500 บาท เป็น 2,000 บาท, ค่ารักษาพยาบาลในห้องไอซียูเพิ่มจากเดิมวันละ 3,500 บาท เป็นวันละ 4,500 บาท, กรณีที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ให้ปรับเพิ่มจาก 8,000-14,000 บาท เป็น 8,000-16,000 บาท ส่วนค่าห้องและค่าอาหารคงเดิมไม่เกินวันละ 700 บาท
เริ่มมีผล 13 เมษายน 2548

กรณีเป็นผู้ประกันตนใหม่
เมื่อสำนักงานประกันสังคม
รับแบบ สปส.1-03


(โปรดเข้าใจว่า หาก
ผู้ประกันตน ขาดส่งเงินสบทบ
3 เดือนติดต่อกัน หรือภายใน
12 เดือน ส่งไม่ครบ 9 เดือน
จะสิ้นสภาพผู้ประกันตน
ต้องตรวจสอบ
การส่งเงินสมทบของนายจ้างให้ดี)

 


ทางผู้ประกันตนรายใหม่ 
 จะไม่ได้รับบัตรประกันสังคมตามที่เคยออกให้
(เพราะ   สำนักงานประกันสังคม รอนโยบายสมาร์ทการ์ด
ของรัฐบาล    โดยให้ใช้       บัตรประชาชน
แนบคู่กับบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล เพื่อใช้รักษาพยาบาล)

ผู้ประกันตน จะยังไม่ได้รับบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล
ต้องรอให้ครบสามเดือนก่อนจึงจะได้รับ
หากเจ็บป่วยช่วงนี้  จะไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองใดๆ
ผู้เริ่มประกันตน อายุบัตรจะหมดอายุ 31 ธันวาคม 2549
สำหรับบัตรใหม่นับจาก1 มกราคม 2550 จะมีอายุบัตร 2ปีต่อบัตร


ผู้ประกันตน  ต้องคอยตรวจสอบว่านายจ้าง นำส่งเงินสบทบ รายเดือน
ในสามเดือน ด้วยหรือไม่ เพราะมีผล ต่อการออกบัตรรับรองสิทธิ
การรักษาพยาบาล หากจ่ายครบทุกเดือน
 เดือนที่สี่ทางสำนักงานประกันสังคมจะส่งบัตร
รับรองสิทธิการรักษาพยาบาล มายังที่ทำงานของผู้ประกันตน

ถ้าต้องการเปลี่ยนสถานพยาบาล
ประจำปี 2553 จะสามารถ
เปลี่ยนได้เมื่อใด


สามารถยื่นขอเปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่ได้ ตั้งแต่
4 มกราคม 2553  จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2553

การเปลี่ยนสถานพยาบาล
ผู้ประกันตน ต้องทำอย่างไรบ้าง


ผู้ประกันตน ที่ต้องการเปลี่ยนสถานพยาบาล
จะต้องกรอกแบบฟอร์ม สปส.9-02
พร้อมแนบบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลฉบับเดิม
มายังพื้นที่/จังหวัด/สาขาที่นายจ้างส่งเงินสมทบ

ผู้ประกันตนที่มีอายุ 58 ปี
แต่ยังคงทำงานอยู่
จะมีสิทธิได้รับเงิน
กรณีชราภาพเมื่อใด


สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ ผู้ประกันตนจะมีสิทธิขอรับได้
เมื่ออายุครบ 55 ปี บริบูรณ์และสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนแล้ว
สำหรับในกรณีผู้ประกันตนมีอายุ 58 ปี แต่ยังทำงานอยู่
และยังมีการส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ถือว่า
ยังไม่เกิดสิทธิ ตามกฎหมายประกันสังคม
แต่จะสามารถขอรับเงินกรณี ชราภาพได้เมื่อออกจากงานแล้ว

บริษัท ก มีพนักงานขายสินค้า
อยู่ในห้างสรรพสินค้า
ลูกจากได้รับคำสั่งจากเจ้าของพื้นที่
(เจ้าของห้าง) ให้ช่วยสาธิตสินค้า
จนได้รับบาดเจ็บ  
ถือว่าเป็น ประสบอันตราย
เนื่องจากการทำงานหรือไม่

ถือว่าเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน
 เพราะเป็นการทำงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของลูกจ้าง

ลูกจ้างประสบอันตรายรถชน
(ลูกจ้างเป็นพนักงานขับรถ เกิดเหตุ
ขณะขับรถไปส่งของ)ได้รับบาดเจ็บที่
ใบหน้า กราม มีฟันหัก กรณีนี้ลูกจ้าง
สามารถเบิกค่าทำฟันได้หรือไม่
และถ้าต้องใส่ฟันปลอม 
 สามารถเบิกได้หรือไม่

ูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน 
ทำให้ฟันหัก สามารถเบิกค่าทำฟันและค่าใส่ฟันปลอมได้
โดยพิจารณาจากการจ่ายค่ารักษาและค่าใส่ฟันปลอม
ตามความเหมาะสมและความจำเป็นในการรักษาพยาบาล
มิใช่ความสวยงาม แต่จำกัดวงเงินที่ 35,000 บาท

เงินเบี้ยเลี้ยงของพนักงานกะดึก
โดยบริษัท   กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า
จะจ่ายให้พนักงาน ที่ทำงานกะดึก
เท่านั้น        หากสัปดาห์ใดไม่ได้
เข้าทำงานกะดึก          ก็ไม่จ่าย
การจ่าย     เพื่อจูงใจให้พนักงาน
ทำงานกะดึกถือเป็นค่าจ้างได้หรือไม่

เบี้ยเลี้ยงที่บริษัทจ่ายให้พนักงานที่เข้าทำงานเป็นกะ
ถือได้ว่า เป็นเงินที่บริษัท ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อเป็นค่าตอบแทน
การทำงานของพนักงานในวันและเวลาทำงานปกติ
ถือว่า เป็นค่าจ้าง

ผู้ประกันตนลาออกจากงานแล้ว
จะได้รับความคุ้มครองอะไรบ้าง
จากประกันสังคม

จะได้รับความคุ้มครองใน 4 กรณี
1.เจ็บป่วย
2.คลอดบุตร
3.ทุพพลภาพ
4.เสียชีวิต
ต่อไปอีก 6 เดือนหลังจากที่ออกจากงานและยังมีสิทธิขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานได้
โดยไปขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงาน ณ.สำนักงานจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน นับจากวันว่างงาน

ผู้ประกันตนลาออกจากงานแล้ว
แต่ประสงค์จะสมัคร
เป็นผู้ประกันตนต่อจะทำอย่างไร

ผู้ประกันตนสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจ ตาม มาตรา 39 ได้
ภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ลาออกจากงาน
โดยยื่นแบบแสดงความจำนง(สปส.1-20)พร้อมสำเนาบัตรประชาชน
ณ.สำนักงานประกันสังคมที่ผู้ประกันตนสะดวก

เมื่อได้รับอนุมัติผู้ประกันตนมาตรา39
จะส่งเงินสบทบอย่างไร
เพื่อไม่ให้พ้นสภาพการเ็ป็นผู้ประกันตน

1.ส่งเงินสบทบโดยการหักบัญชีธนาคารกรุงไทย กรุงศรีอยุธยา นครหลวงไทย ไทยพาณิชย์
2.ส่งเงินสบทบทางธนาณัติ
3.ส่งเงินสบทบที่เคาเตอร์ธนาคาร กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา นครหลวงไทย
4.ส่งเงินสบทบที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ /จังหวัดได้ทุกแห่ง
5.ส่งเงินสบทบที่ทำการไปรษณีย์ (Pay at Post) 3 แห่ง จตุจักร  หลักสี่  รามอินทรา
เงินสบทบต้องนำส่ง 432 บาท ต่อเดือน นำส่งภายในวันที่15 ของเดือนถัดไป
หากขาดส่งเงินสบทบ 3 เดือนจะพ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา39 ทันที
กรณีส่งเงินสบทบไม่ติดต่อกันภายใน 12 เดือน มีเงินสบทบไม่ครบ 9 เดือน
จะต้องพ้นสภาพการเป็นผู้ประักัีันตน ตาม มาตรา 39

กรณีมีลูกจ้างเข้าทำงานใหม่
ไม่เคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อน

นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน(สปส 1-03)
ต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันแรกที่รับเข้าทำงาน

เงื่อนเวลาการส่งเงินสมทบ

ไม่มีกำหนด จนกว่าจะพ้นสภาพการเป็นพนักงาน

ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากการทำงาน
(ทั้งอุบัติเหตุและเจ็บป่วย)

จ่ายจริงไม่เกิน35,000.-บาทต่อการเจ็บป่วย 1 ครั้ง
 หากเกินมีเกณฑ์กำหนด  เพิ่มได้อีก ไม่เกิน50,000.-บาท

ผลประโยชน์ค่าชดเชยรายวันในกรณี
เข้ารับรักษาในโรงพยาบาล

ทำงานไม่ได้เกิน3วัน  ได้รับเงินชดเชย 9,000.-บาท ของแต่ละเดือน
แต่ไม่เกิน 1 ปี(ฐานเงินเดือน 15,000 บาท)

กรณีสูญเสียอวัยวะ


ได้รับเงินชดเชย 9,000.-บาท ของแต่ละเดือน (ฐานเงินเดือน 15,000)
เป็นเวลา 10 ปี หากต้องได้รับการฟื้นฟู จะได้รับ
7.1คชจ.ทางการแพทย์และอาชีพ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 20,000.-บาท
7.2 ค่าผ่าตัดเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงาน         20,000.-บาท

กรณีทุพพลภาพ(ชั่วคราว)

ได้รับค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทน 
9,000.-บาทต่อเดือนจนกว่าจะหาย(ฐานเงินเดือน 15,000)
 กรณีทุพพลภาพ ได้รับ ค่าทดแทน
9,000.-บาท ต่อเดือนติดต่อกันไปไม่เกิน 15 ปี(ฐานเงินเดือน15,000)

กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน(ผู้ป่วยนอก)


เข้ารับการรักษาตัวที่ใด ร.พ.ใดก็ได้
 เพียงแต่ต้องจ่ายเงินส่วนตัวสำรองไปก่อน
 จะได้รับเงินคืนภายใน 72ชั่วโมง นับจากวันที่เข้ารักษา
ผู้ป่วยนอก      ครั้งละไม่เกิน300.-
 มีการตรวจวิเคราะห์เพิ่มให้อีก 200.-บาท ต่อครั้ง
 กรณีมีการเย็บแผล จ่ายครั้งละไม่เกิน 200.-บาท
(กรณีนี้ใช้โรงพยาบาลที่ไม่ได้ระบุในบัตร ได้ 2  ครั้งต่อปี)

กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน(ผู้ป่วยใน)


 ผู้ป่วยใน   กำหนดไม่เกินปีละ 2 ครั้ง
 ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน  วันละ 1,500.-บาท
 ผ่าตัดใหญ่ไม่เกิน 2 ชม.จ่ายไม่เกิน 8,000.-บาท 
เกิน 2 ชั่วโมง จ่ายไม่เกิน 14,000.-บาท
 ค่าห้องได้วันละ 700.-บาท
แต่ถ้าต้องเข้าห้องไอซียู ได้รับ
เพิ่มเติมเป็นวันละ 2,000.-บาท
 กรณีการรักษาใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น CT SCAN , MRI 
ได้รับเพิ่ม 4,000.-บาท ต่อครั้ง

กรณีฉุกเฉิน (อุบัติเหตุ)


ไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษา ถ้าโรงพยาบาลรัฐเบิกได้หมด
ถ้าเอกชน เบิกได้      ตามกรณี      เจ็บป่วยฉุกเฉิน
กรณีต้องย้ายสถานที่รักษาเบิกค่าพาหนะได้ 500.-บาท/ครั้ง

กรณีทุพพลภาพแบบถาวร
ทำงานอีกไม่ได้


จะได้รับค่าจ้างทดแทนรายเดือน เดือนละ 7,500.-บาท ตลอดชีวิต
(คิดที่ฐานเงินเดือน 15,000 บาท)
ได้รับค่ารักษาทางการแพทย์อีกเดือนละ 2,000.-บาท
ได้รับค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ไม่เกิน40,000.-บาท

กรณีเจ็บป่วยทุกกรณี


ต้องเข้ารับการรักษา ณ.สถานพยาบาลที่ระบุไว้
ตอนทำประกันตนเบิกได้ทุกอย่าง ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใดๆทั้งสิ้น

เงินบำนาญชราภาพ
(
จะได้รับเป็นรายเดือนไปจนกระทั่ง
ผู้ประกันตน เสียชีวิต)


ต้องมีระยะเวลาจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน(15ปี)
ต้องมีอายุครบ 55 ปี บริบูรณ์ และ
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
จึงจะได้เงินบำนาญชราภาพ
กรณีจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน 
จะได้รับเท่ากับ
อัตรา 15% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

เงินบำเหน็จชราภาพ
(จ่ายครั้งเดียวเป็นเงินก้อนทั้งหมด)


จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน(15ปี)
ต้องมีอายุครบ 55 ปี บริบูรณ์   หรือ
 เป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตายและ
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
จึงจะได้เงินบำเหน็จชราภาพ

กรณีจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือนจะได้รับเท่ากับ
เงินสมทบของผู้ประกันตนจ่ายสมทบเข้ากองทุน

กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่  12 เดือน ขึ้นไปจะได้รับเท่ากับ
เงินสมทบผู้ประกันตน+เงินสมทบนายจ้าง+ผลประโยชน์ตอบแทน

กรณีเสียชีวิต หรือ หายสาบสูญ


จะได้รับสิทธิเมื่อจ่ายเงินสบทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน
ผู้รับผลประโยชนน์ คือ บิดา/มารดา/สามี/ภรรยา/ บุตรอายุต่ำกว่า18ปี/
บุตรที่ทุพพลภาพ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบซึ่งอยู่ในการอุปการะ
ของลูกจ้าง หากไม่มีผู้ใดในข้างต้นให้ผู้อยู่ในความอุปการะของลูกจ้าง
ผลประโยชน์ที่ได้รับกรณีเสียชีวิตหรือสาบสูญ
*ได้ค่าทำศพ 30,000.-บาท
* รับเงินสงเคราะห์ 22,500.-บาท(จ่ายเงินสมทบ 3 ปีขึ้นไป
แต่ไม่ถึง 10 ปี ฐานเงินเดือน 15,000.-บาท)
* รับเงินสงเคราะห์ 75,000.-บาท(จ่ายเงินสมทบ 10 ปีขึ้นไป
ฐานเงินเดือน 15,000.-บาท)
* ได้ค่าทดแทนรายเดือน เดือนละ 9,000.-บาท เป็นเวลา 8ปี

ขอรับประโยขน์ทดแทน
กรณีว่างงาน
(เริ่มมีผลบังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2547)
ขั้นตอนปฏิบัติกรณีว่างงานคลิ๊กที่นี่


จะต้องจ่ายเงินสมทบกรณีว่างงาน ครบ 6 เดือน ก่อน
กรณีลาออกจากงาน  ได้ 30%ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน90วัน ใน 1 ปี
ถูกเลิกจ้าง ได้ 50%ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน 180วัน ใน 1 ปี
รับเงินทดแทนเป็นรายเดือน
โดยโอนผ่านบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน

คำเตือน ที่ควรรับทราบ


ผู้ประกันตน ต้องยื่นเรื่อง 
ขอรับประโยชน์ทดแทนทุกกรณี
ภายในเวลา 1ปี 
นับจากวันที่เกิดสิทธิ
ข้อความทั้งหมด รวบรวมจากเว็บไซท์สำนักงานประกันสังคม
คู่มือต่างๆ และหนังสือสารสัมพันธ์ประกันสังคม
ที่จัดทำโดย สำนักงานประกันสังคม
ความถูกต้อง ตามกฎหมาย กฎระเบียบ
ต้องถือ ตามการตีความ ของสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น

ข้อแนะนำการเวรคืนเงินประกันชีวิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด            จดทะเบียนประกันสังคม           เมนูหลัก      

เจริญ & ตระกูล ธุรกิจบริการ
Jaroen & Tragoon Business Service

โทรศัพท์ 02-277-7908 , 02-277-7910 , 02-277-1430 , 02-275-7048
ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม  กด 33 ติดต่อคุณประมุข
โทรสาร   02-2757049 , 02-2775710

ติดต่อสำนักงานประกันสังคมโดยตรง โทร. 1506

 E-Mail address:            tragoon@tahitech.com          info@tahitech.com


;